“แก๊ส” กับ “ก๊าซ” ต่างกันอย่างไร ?

“แก๊ส” กับ “ก๊าซ” ต่างกันอย่างไร ?

ก๊าซ” = ยังไม่ผ่านการปรุงแต่ง

แก๊ส = ผ่านการปรุงแต่งผสมกลิ่น

อ้างอิง

“แก๊ส” กับ “ก๊าซ” ต่างกันอย่างไร ? ฝ่ายกิจการสัมพันธ์ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ถึงความแตกต่างของคำว่า “แก๊ส” และ “ก๊าซ” ได้ความว่า ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม คำว่า “ก๊าซ” จะหมายถึงทรัพยากรธรรมชาติที่ขุดเจาะขึ้นมาจากใต้ทะเลหรือแหล่งอื่นๆ โดยยังไม่ได้ผ่านการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนคำว่า “แก๊ส” จะหมายถึงก๊าซธรรมชาติ ที่นำมาแปรรูปและบรรจุถังหรือส่งไปตามท่อ เพื่อนำไปใช้ การแปรรูปในที่นี้รวมถึงการผสมกลิ่นเพื่อให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะตามปกติก๊าซธรรมชาติแต่ดั้งเดิมจะไม่มีสี ไม่มีกลิ่น หากรั่วไหลผู้ใช้อาจไม่ทราบ จึงต้องผสมกลิ่น ที่เหม็นเพื่อเป็นจุดสังเกต และช่วยให้ผู้ใช้สามารถป้องกันอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีครับ

“แก๊ส” กับ “ก๊าซ” ต่างกันอย่างไร ?  

แก๊ส หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ก๊าซ เป็นสสารที่มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลน้อยมาก ทำให้ฟุ้งกระจายเต็มภาชนะที่บรรจุตลอดเวลา ปริมาตรและรูปร่างไม่แน่นอนเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะของภาชนะที่บรรจุ

คุณสมบัติของแก๊ส

คุณสมบัติของแก๊ส สามารถอธิบายได้คร่าวๆ ดังนี้

  • แก๊สมีรูปร่างเป็นปริมาตรไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงไปตามภาชนะที่บรรจุ บรรจุในภาชนะใดก็จะมีรูปร่างเป็นปริมาตรตามภาชนะนั้น เช่น ถ้าบรรจุในภาชนะทรงกลมขนาด 1 ลิตร แก๊สจะมีรูปร่างเป็นทรงกลมมีปริมาตร 1 ลิตร เพราะแก๊สมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคน้อยมากจึงทำให้อนุภาคของแก๊สสามารถเคลื่อนที่หรือแพร่กระจายเต็มภาชนะที่บรรจุ
  • ถ้าให้แก๊สอยู่ให้ภาชนะที่ได้ ปริมาตรของแก๊สจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความดันและจำนวนโมลดังนั้นเมื่อบอกปริมาตรของแก๊สจะต้องบอกอุณหภูมิ ความดันและจำนวนโมล
  • สารที่อยู่ในสถานะแก๊สมีความหนาแน่นน้อยกว่าเมื่ออยู่ในสถานะของแข็งและของเหลวมาก
  • แก๊สสามารถแพร่ได้ และแพร่ได้เร็ว เพราะแก๊สมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลน้อยกว่าของเหลวและของแข็ง
  • แก๊สต่างๆ ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปเมื่อนำมาใส่ในภาชนะเดียวกันแก๊สแต่ละชนิดจะแพร่ผสมกันอย่างสมบูรณ์ทุกส่วนนั้นคือส่วนผสมของแก๊สเป็นสารเดียวหรือเป็นสารละลาย
  • แก๊สส่วนใหญ่ไม่มีสีและโปร่งใสเช่นแก๊สออกซิเจน แก๊สไฮโดรเจน เป็นต้น

แก๊สแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ

  • แก๊สสมบูรณ์ ( Ideal gas ) หรือก๊าซอุดมคติ หมายถึง ก๊าซที่มีสมบัติเป็นไปตามกฎต่าง ๆ ของก๊าซ ไม่ว่าที่ภาวะใด ๆ ก็ตาม ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ก๊าซในธรรมชาตินั้นไม่มีที่จะเป็นไปตามกฎต่าง ๆ ได้ทุกประการ แต่เป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ได้คิดสมมติขึ้นเพื่อจะใช้อธิบายพฤติกรรมของก๊าซต่าง ๆ ในธรรมชาติเท่านั้น
  • แก๊สจริง ( Real gas ) หมายถึง ก๊าซที่มีอยู่ในธรรมชาติทั่ว ๆ ไป ซึ่งจะไม่เป็นไปตามกฎต่าง ๆ ตามก๊าซสมมติทุกประการ โดยเฉพาะที่อุณหภูมิต่ำและความดันสูงมาก ๆ อย่างไรก็ตามก๊าซจริงจะมีสมบัติใกล้เคียงกับก๊าซสมบูรณ์ได้เมื่ออุณหภูมิสูงและความดันต่ำ

 

ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas Vehicles: NGV) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG)

NGV กับ LPG ต่างกันอย่างไร

  • ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนซึ่งมีองค์ประกอบของก๊าซมีเทน (Methane) เป็น ส่วนใหญ่ จึงเป็นก๊าซที่มีน้ำหนักเบากว่าอากาศ การขนส่งไปยังผู้ใช้จะขนส่งผ่านทางท่อในรูปก๊าซภายใต้ ความดันสูง จึงไม่เหมาะสำหรับการขนส่งไกลๆ หรืออาจบรรจุใส่ถังในรูปก๊าซธรรมชาติอัดโดยใช้ความดันสูง หรือที่เรียกว่า CNG แต่ปัจจุบันมีการส่งก๊าซธรรมชาติในรูปของเหลวโดยทำก๊าซให้เย็นลงถึง –160 องศา เซลเซียสจะได้ของเหลวที่เรียกว่า Liquefied Natural Gas หรือ LNG ซึ่งสามารถขนส่งทางเรือไปที่ไกลๆ ได้ และเมื่อถึงปลายทางก่อนนำมาใช้ก็จะทำให้ของเหลวเปลี่ยนสถานะกลับเป็นก๊าซอย่างเดิม ก๊าซธรรมชาติมีค่า ออกเทนสูงถึง 120 RON จึงสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในยานยนต์ได้
  •  ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีองค์ประกอบของก๊าซโพรเพน (Propane) เป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นก๊าซที่หนักกว่าอากาศ โดยตัว LPG เองไม่มีสี ไม่มีกลิ่นเช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติ แต่เนื่องจากเป็นก๊าซที่หนักกว่าอากาศจึงมีการสะสมและลุกไหม้ได้ง่าย ดังนั้น จึงมีข้อกำหนดให้เติมสารมีกลิ่น เพื่อเป็นการเตือนภัยหากเกิดการรั่วไหล LPG ส่วนใหญ่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือนและกิจการอุตสาหกรรม โดยบรรจุเป็นของเหลวใส่ถังที่ทนความดันเพื่อให้ขนถ่ายง่าย นอกจากนี้ ยังนิยมใช้แทนน้ำมันเบนซินในรถยนต์ เนื่องจากราคาถูกกว่า และมีค่าออกเทนสูงถึง 105 RON

ค่าออกเทน (Octane number)

หมายถึง หน่วยการวัดความสามารถ ในการต้านทานการน็อคของเครื่องยนต์ 2. RON (Research Octane Number) เป็นค่าออกเทนที่มีประสิทธิภาพต่อต้านการน็อคในเครื่องยนต์หลายสูบ ที่ทำงานอยู่ในรอบของช่วงหมุนต่ำ โดยใช้เครื่องยนต์ทดสอบมาตรฐานภายใต้สภาวะมาตรฐาน 600 รอบ ต่อนาที 3. MON (Motor Octane Number) เป็นค่าออกเทนที่มีประสิทธิภาพต่อต้านการน็อคในเครื่องยนต์หลายสูบ ในขณะทำงานที่รอบสูง โดยใช้เครื่องยนต์ทดสอบมาตรฐานภายใต้สภาวะมาตรฐาน 900 รอบต่อนาที

ค่าแรงดันก๊าซ 

LPG ขณะอยู่ในถังมีสถานะเป็นของเหลว มีค่าแรงดัน 100-130 PSI ( ปอล์นต่อตารางนิ้ว) หรือ 4-6 BAR
NGV ขณะอยู่ในถังมีสถานะเป็นก๊าซ มีค่าแรงดัดประมาณ 2200-2800 PSI หากเติมเต็มๆจะถึง 3000 PSI หรือ 200 BAR

ภายในพื้นที่อับอากาศมีก๊าซอะไรบ้าง

ค่ามาตรฐานที่ปลอดภัยในที่อับอากาศ

ชนิดของแก๊สที่ตรวจวัดในที่อับอากาศมีดังนี้

  • แก๊สออกซิเจน (O2) หน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์ ปริมาตร/ปริมาตร
  • แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด (H2S) หน่วยเป็น ppm.
  • แก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) หน่วยเป็น ppm.
  • แก๊สติดไฟได้ (Combustible gas) หน่วยเป็น % LEL

ระดับปริมาณแก๊สที่เสี่ยงอันตราย

  • ออกซเจนต่ำว่าร้อยละ 19.5 หรือมากกว่าร้อยละ 23.5 โดยปริมาตร (V/V)
  • ไฮโดรเจนซัลไฟด์ 50 ppm. ขึ้นไปในเวลา 10 นาที
  • แก๊สที่ติดไฟฟได้  (LEL)มีความเข้มข้นเกิน 10% ของค่า  LEL ของแต่ละชนิด

บรรยากาศที่เป็นอันตราย

  • 23.0%  ปริมาณที่ออกซิเจนมากเกินไป ช่วยการติดไฟรุนแรง
  • 19.5% ถึง 21%  ปกติ ปลอดภัย
  • 16%  หายใจเร็ว หัวใจเต้นแรง ง่วง เหงา หาวนอนและวิงเวียนศีรษะ
  • 12% หมดสติ
  • 6% ถึงแก่ชีวิต

อันตรายจากการทำงานในที่อับอากาศ

Carbon Monoxide (CO)

ไม่มีสี, ไม่มีกลิ่น มีผลต่อร่างกาย ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนถูกขัดขวาง เกิดอาการมึนคง, สลบและเสียชีวิต ( CO จับกับ Hemoglobin ได้ดีกว่า O2 ถึง 200-300 เท่า)

ผลของ Carbon Monoxide (CO)

  • 50 ppm TWA      ค่าเฉลี่ย 8 ชม. การทำงาน
  • 400 ppm.              ปวดศีรษะใน 2-3 ชม.
  • 1600 ppm.           ปวดศีรษะ, คลื่นไส้ใน 20 นาที และเสียชีวิตใน 1-2 ชม.
  • 6400 ppm.           หมดสติและจะเสียชีวิตใน 10-15 นาที

Hydrogen Sulfide (H2S)

ไม่มีสี แต่มีกลิ่นเหมือนไข่เน่า มีความเป็นพิษสูง ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ

ผลของ Hydrogen Sulfide (H2S)

  • 0.13 ppm.      ได้รับกลิ่น
  • 10 ppm.          เริ่มระคายเคืองตา ไอ
  • 100 ppm.        ระคายเคืองตา และอาจหมดสติได้ใน 2-5 นาที
  • 500 ppm.        หมดสติและจะเสียชีวิตใน 30 นาที -1 ชม.

ทั้งนี้หากมีความจำเป็นต้องทำงานในพื้นที่อับอากาศ จำเป็นอย่างยิ่งที่บุคคลนั้นต้องได้รับการฝึกอบรมที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการทำงานในพื้นที่อับอากาศ หลายครั้งที่เราได้ยินข่าว เกี่ยวกับการเสียชีวิตในการพื้นที่อับอากาศ ที่สามารถเสียชีวิตได้ทั้งผู้ทำงาน ผู้พลัดตกบ่อบำบัด และผู้ช่วยเหลือ ฉะนั้นแล้วก่อนที่จะคิดช่วยใคร ต้องมั่นใจว่าเราต้องปลอดภัยก่อน

“แก๊ส” กับ “ก๊าซ” ต่างกันอย่างไร ?

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *