ข่าวการเสียชีวิตในที่อับอากาศ

ข่าวการเสียชีวิตในที่อับอากาศ โศกนาฏกรรมซ้ำซ้อน ไม่เคยตายศพเดียว! เปิด 5 ข้อช่วยชีวิตเมื่อตกบ่อบำบัด

ข่าวการเสียชีวิตในที่อับอากาศ

ข่าวการเสียชีวิตในที่อับอากาศ จากเหตุการณ์ที่มีเจ้าหน้าที่ 4 คน กระโดดตามลงไปช่วยนักศึกษาหญิงรายหนึ่งที่มาดูงาน แล้วพลัดตกลงไปในบ่อบำบัดน้ำเสียหลังโรงงานอุตสาหกรรมย่านบางนา-ตราด จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถึง 5 ศพ

โศกนาฏกรรมซ้ำซ้อน ขาดอากาศหายใจในบ่อ ไม่เคยตายแค่ 1 ศพ!

การเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในที่อับอากาศนั้น เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่เคยมีเสียชีวิตน้อยกว่า 1 ราย ครั้งหนึ่งเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 4 ราย เพราะจะมีญาติพี่น้องลงไปช่วยเหลือด้วย ยกตัวอย่าง บ่อหมักขี้หมู ลงไป 1 คน มีคนลงไปช่วย 3 คน เสียชีวิตทั้งหมด 4 ศพ, บ่อหมักก๊าซชีวภาพ ลงไป 1 คน มีคนลงไปช่วย 3 คน เสียชีวิตทั้งหมด 4 ศพ, บ่อหมักหน่อไม้ ที่ จ.กาญจนบุรี คนที่ลงไปช่วยเหลือก็เสียชีวิตทั้งหมดเช่นเดียวกัน โดยเกิดจากการขาดอากาศหายใจทั้งนั้น

ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการจัดการกากของเสียและสารอันตราย เล่าต่อว่า เคยมีเคสเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด โดยเกิดขึ้นที่โรงสีข้าวแห่งหนึ่ง ใน จ.ขอนแก่น ก่อนหน้านั้นช่วงวันหยุดมีคนงานลงไปในหลุมกระพ้อข้าวที่มีความลึก 3.5 เมตร ปากหลุมกว้างเพียง 0.5 ถึง 1 เมตร เพื่อเชื่อมเหล็กโดยใช้แอลพีจี มันเลยเกิดการเผาไหม้สมบูรณ์กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์สะสมอยู่ในก้นหลุมนั้น ก่อนขึ้นมาปิดฝาหลุม ขณะที่เช้าวันต่อมาคนงานลงไปทำความสะอาดในหลุมกระพ้อข้าว พอลงไปก็ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต จากนั้นได้มีคนงานและหน่วยกู้ภัยอีก 7 คนลงไปช่วยเหลือ แต่ก็ขาดอากาศหายใจ ทำให้เสียชีวิตรวม 8 ราย ซึ่งผลการตรวจวัดปริมาณออกซิเจนที่ก้นหลุมมีเพียง 3% และมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 10% เท่านั้น

ข่าวการเสียชีวิตในที่อับอากาศ บ่อบำบัด

ทั้งนี้ สำนักระบาดวิทยา ได้เคยรายงานว่า มีผู้ป่วยและเสียชีวิตจากการทำงานในที่อับอากาศ (Confined Space) ช่วงปี 2546 – 2552 โดยมีผู้ป่วย 34 ราย เสียชีวิต 24 ราย อัตราการตายสูงถึง 71% และจากการวิเคราะห์ผู้เสียชีวิต พบว่า ประมาณ 60% เกิดจากการขาดออกซิเจน และผู้ที่เสียชีวิตมากกว่า 56% เป็นผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ โดยไม่ได้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนลงไปด้วย

บ่อบำบัดน้ำเสียแบบปิด เป็นระบบบำบัดแบบไม่ใช้ออกซิเจน มีอินทรียสาร เศษผัก ผลไม้ เศษเนื้อ เกิดการย่อยสลายก็จะได้ก๊าซ 3 ตัวหลักๆ คือ

1.ก๊าซมีเทน – ก๊าซที่ไม่มีกลิ่น แต่เป็นก๊าซไวไฟ มีน้ำหนักเบา ลอยสู่อากาศได้
2.ก๊าซแอมโมเนีย – เป็นก๊าซพิษที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง หากสูดดมเข้าไปในปริมาณมากๆ ซึ่งทำให้เกิดการหมดสติและเสียชีวิตได้ทันทีถ้าไม่รีบให้การช่วยเหลือ ซึ่งก๊าซแอมโมเนียหากเป็นบ่อบำบัดน้ำเสียระบบเปิด จะลอยสู่อากาศ ซึ่งจะทำให้ลดอันตรายลงได้
3.ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ ก๊าซไข่เน่า – เป็นก๊าซที่มีพิษน่ากลัวชนิดหนึ่ง เป็นก๊าซที่มีน้ำหนักมากกว่าอากาศ ไม่ลอยขึ้นสู่อากาศ หากอยู่ในบ่อก็จะตกค้างสะสมอยู่ด้านล่างบ่อ ความเข้มข้นจะเพิ่มมากขึ้นกว่าด้านบน

ขณะที่ บ่อบำบัดน้ำเสียแบบเปิด ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะสามารถระบายได้ และมีระบบแบบเติมอากาศ คือ เอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ทำให้กระบวนการย่อยสลายก็จะไม่เกิดก๊าซมีเทน ก๊าซแอมโมเนีย และก๊าซไข่เน่า

“เคสที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นบ่อพัก หรือบ่อรวบรวม เมื่อถึงระดับหนึ่งก็จะถูกปั๊มดูด เพื่อจะสูบออกไปยังระบบบำบัดน้ำเสีย พอบ่อนี้ปิดไว้ก็จะกลายเป็นที่อับอากาศทันที และทำให้เกิดก๊าซพิษ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นบ่อลักษณะนี้จะอยู่ในอาคารปิด และมีประตูล็อกแน่นหนา ห้ามเข้าออก ยกเว้นผู้ได้รับอนุญาต และติดป้ายพื้นที่อับอากาศ”

ช่วยคนเสียชีวิตในบ่อ

วิธีสังเกตสถานที่แบบไหนมีสารพิษต้องระวัง!

1.สังเกตป้ายสัญลักษณ์แสดงความอันตราย ที่ติดไว้บริเวณหน้าประตูหรือหน้าห้อง เช่น ก๊าซไวไฟ ก๊าซพิษ เป็นต้น

2.สังเกตป้ายคำเตือนระบุ ‘พื้นที่อันตรายห้ามเข้า’ หรือ ‘ห้ามเข้าอย่างเด็ดขาด ยกเว้นได้รับอนุญาต’

3.สังเกตลักษณะโครงสร้าง Manhole บ่อพักน้ำ หรือบ่อรวบรวมน้ำเสีย แบบที่มีฝาปิด หรือ เป็นถังน้ำมันขนาดใหญ่

ที่อับอากาศ ศพผู้เสียชีวิตในบ่อบำบัด

เปิดปฏิบัติการฉุกเฉิน 5 ขั้นตอน ช่วยชีวิตคนในพื้นที่ที่มีสารพิษอย่างถูกวิธี

สำหรับผู้ที่จะลงไปช่วยชีวิตผู้ตกอยู่ในอันตรายในพื้นที่ที่มีสารพิษนั้น จะต้องมีความพร้อม มีสติ และมีองค์ความรู้เป็นหลักสำคัญ โดยมี 5 ขั้นตอน ดังนี้

1.ตามหลักความปลอดภัย จะต้องตรวจวัดสารเคมีในห้องนั้นก่อน โดยจะต้องตรวจดังต่อไปนี้

1.1 ตรวจออกซิเจน หากน้อยกว่า 19.5 (V/V) ถือว่าเป็นที่อับอากาศ
1.2 ความไวไฟ หากมีเปอร์เซ็นต์ LEL (Lower Explosive Limit คือ ปริมาณเปอร์เซ็นต์ของแก๊สหรือไอระเหยขั้นต่ำที่ผสมกับอากาศ จนเกิดเป็นส่วนผสมที่เหมาะสมที่จะทําให้เกิดการระเบิดได้) มากกว่า 10% ถือว่าเป็นที่อันตราย
1.3 วัดก๊าซพิษที่เกิดขึ้นจากการย่อยสลาย คือ ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ โดยก๊าซแอมโมเนีย ประมาณ 300 ppm. ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ ก๊าซไข่เน่า 100 ppm. ถือว่าเป็นที่อับอากาศ

 

หลักปฏิบัติงานใน ที่อับอากาศ

 

2.ถ้าตรวจแล้วทั้ง 3 ข้อ เข้าข่ายเป็นที่อับอากาศ หากจะลงไปต้องมีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถังอากาศหายใจ นอกจากนี้จะต้องสวมชุดเซฟตี้พิเศษ ขึ้นอยู่กับว่าก๊าซพิษภายในบริเวณนั้นเป็นอย่างไร ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังหรือไม่ หากเป็นก๊าซพิษที่ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ จะต้องเป็นชุดป้องกันการดูดซึมผ่านของสารเคมี ไม่ใช่ชุดกู้ภัยทั่วไป

3.ถ้าไม่มีถังอากาศหายใจ จะต้องมีการระบายอากาศก่อน เพื่อให้อากาศบริเวณนั้น อยู่ในสภาพที่ปกติ โดยใช้พัดลมเป่าเพื่อไล่อากาศที่เป็นพิษออก หรือดูดอากาศพิษออกมา โดยการแหย่ท่อเข้าไปในถัง ในอุโมงค์ และอากาศบริสุทธิ์เข้าไปแทนที่

4.เมื่อลงไปในที่อับอากาศ ต้องมีบัดดี้ด้วยอย่างน้อย 3 คน โดยคนแรกคอยกำกับดูแล โดยใช้ไตรพอด ระบบรอก และเชือกผูกโยงให้เพื่อนลงไปด้านล่าง ส่วนคนที่สองคอยตรวจวัดอากาศบริเวณนั้นตลอดเวลาว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง และคนที่สามลงไปปฏิบัติงานด้านล่าง โดยมีอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุเบื้องต้น มีเชือกรัดตัวผูกตรงใต้รักแร้ ไตรพอด ระบบรอก แต่อย่างไรก็ตามทั้งสามคนจะต้องผ่านการอบรมเรื่องการเข้าไปทำงานในสถานที่อับอากาศ

5.เมื่อช่วยผู้ประสบเหตุขึ้นมาได้แล้ว จะต้องพาไปยังจุดปลอดภัย เหนือลม หรือที่โล่ง จากนั้นต้องมีอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น ถังออกซิเจน ใช้ในกรณีที่ผู้ประสบเหตุลมหายใจอ่อน แต่หากผู้ประสบเหตุหมดสติไม่มีลมหายใจ ต้องรีบทำ CPR ปั๊มหัวใจ ซึ่งผู้ช่วยเหลือจะต้องเรียนวิธีการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการใช้ถังออกซิเจน

ที่อับอากาศ การช่วยเหลือ

“ปกติแล้วให้ลงไปในที่อับอากาศได้ไม่เกิน 30 นาทีต่อคนต่อครั้ง เนื่องจากถังอากาศหายใจที่ใช้อยู่ได้ประมาณ 30 นาที เมื่อลงไปด้านล่างแล้วต้องระวังด้วยว่าทีมของเราคอยดูแลเราอยู่หรือไม่ บางทีเพื่อนอยู่ข้างบนอาจจะละทิ้งไปได้ ต้องคอยสื่อสารกันอยู่ตลอด ไม่ควรอยู่ลำพัง”

อุทาหรณ์สอนใจ คิดช่วยเหลือต้องปลอดภัย

“การคิดว่าเป็นบ่อบำบัดน้ำเสียไม่น่าจะมีปัญหา เคยเปิดฝาท่อระบายน้ำไม่เห็นจะเป็นอะไร แต่มันไม่เหมือนกัน น้ำในท่อระบายน้ำมันไหลอยู่ตลอด เกิดก๊าซอันตราย 3 ชนิดเช่นกัน เพียงแต่ความเข้มข้นไม่มากเท่ากับบ่อรวบรวมน้ำเสียที่น้ำนิ่งๆ ไม่มีการเคลื่อนไหว อย่างบ่อในโรงงานอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่อันตรายมากๆ

และผมคิดว่านี่คือความมีจิตเมตตาของคนไทย เห็นคนต้องการความช่วยเหลือก็ลงไปช่วยโดยที่ไม่รู้ว่าสภาพบริเวณนั้นเป็นอย่างไร อยากให้ฉุกคิดสักนิดหนึ่งก่อนจะเข้าไปว่า หากเข้าไปช่วยอาจจะเป็นรายที่สอง รายที่สามตามมา แต่ถ้าจะเข้าไปช่วยเหลือจะต้องทำให้สภาพตรงนั้นปลอดภัยเสียก่อน เช่น พัดลมเป่าก๊าซพิษ หรือมีถังอากาศหายใจ จึงจะลงไปช่วยได้ การเรียนรู้วิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง และมีความรู้ในเรื่องการช่วยเหลือผู้ทำงานในที่อับอากาศนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติม


10 ปี คนตายในที่อับอากาศสูง 88% ชี้ก๊าซไข่เน่าทำเสียชีวิต

10 ปี มีผู้ได้รับอันตรายจากทำงานในที่อับอากาศ 32 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตถึง 28 ราย สูงถึง 88% ชี้หากสูดก๊าซไข่เน่าที่เข้มข้น 100 พีพีเอ็ม. จะมีอันตรายถึงชีวิต หากไม่มีเครื่องมือให้สังเกตสีของน้ำจะดำเข้มและใช้ไม้กวนน้ำในบ่อให้กลิ่นโชยขึ้นมา…

จากเหตุการณ์ที่คนงานบริษัทรับจ้างเหมาจากเทศบาลนครภูเก็ตในการดูแลระบบท่อบำบัดน้ำเสีย ลงไปทำงานในบ่อพักน้ำเสียที่จังหวัดภูเก็ต หมดสติและเสียชีวิต จำนวน 4 คน เมื่อวานนี้ (26 มีนาคม 2557) นั้น

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า อันตรายจากการทำงานในที่อับอากาศ (Confined space) เช่น อุโมงค์ ถ้ำ บ่อ หลุม ห้องใต้ดิน ห้องนิรภัย ถังน้ำมัน ถังหมัก ไซโล ท่อ เตา เกิดขึ้นเป็นระยะๆ และมักเสียชีวิตหมู่ เนื่องจากลงไปช่วยคนที่หมดสติที่ก้นบ่อ โดยขาดความรู้และขาดอุปกรณ์ป้องกันตัว สำนักระบาดวิทยารายงานในรอบ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2546 – 2556 มีเหตุการณ์ทั้งหมด 9 ครั้ง ผู้ประสบเหตุ 32 ราย เสียชีวิต 28 ราย คิดเป็นอัตราตายสูงถึงร้อยละ 88 ผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 50 เป็นผู้ที่ลงไปช่วยเหลือ กระทรวงสาธารณสุข ได้มอบให้สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค เร่งให้ความรู้และเผยแพร่มาตรการความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศแก่สถานประกอบการ และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในหน้าแล้ง ประชาชนมักจะขุดบ่อลึกเพื่อหาน้ำใต้ดินและเตรียมรองรับน้ำในฤดูฝน

ด้าน นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สาเหตุการเสียชีวิตในที่อับอากาศที่พบในประเทศส่วนใหญ่มาจาก 2 สาเหตุ คือ 1. ขาดอากาศหายใจ พบประมาณร้อยละ 60 ซึ่งบริเวณบ่อ หลุมที่มีความลึกหรือท่อมักจะมีออกซิเจนน้อย หากต่ำกว่าร้อยละ 20 จะเป็นอันตราย และ 2. สูดก๊าซพิษที่พบบ่อย 3 ชนิด ได้แก่ ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen sulfide) หรือก๊าซไข่เน่า ก๊าซมีเทน และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งก๊าซเหล่านี้มีน้ำหนักมากกว่าก๊าซอื่น จะลอยอยู่ที่ก้นบ่อ โดยเฉพาะก๊าซไข่เน่าที่มีความเข้มข้นสูงถึง 100 พีพีเอ็ม. เมื่อสูดเข้าไปจะทำให้หยุดหายใจ เสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว หรือหากมีความเข้มข้นสูง 66 พีพีเอ็ม. ขึ้นไป ให้ออกจากพื้นที่นั้น

ในการป้องกันอันตรายขณะทำงานในที่อับอากาศ ก่อนจะลงไปทำงานต้องใช้เครื่องมือตรวจวัดปริมาณออกซิเจน สารเคมีอันตราย หรือก๊าซพิษก่อน จัดเตรียมอุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะถังบรรจุออกซิเจนและหน้ากาก ต้องมีผู้ช่วยเหลืออยู่ที่ปากบ่อหรือปากทางอย่างน้อย 1 คน และผู้ควบคุมการทำงาน 1 คน ทั้งหมดจะต้องผ่านการฝึกอบรม ทั้งการกู้ภัยและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเป็นอย่างดี และควรผูกเชือกที่เอวของผู้ปฏิบัติงานไว้ เพื่อให้ผู้ที่อยู่ปากบ่อรู้การเคลื่อนไหวตลอดเวลา หากเห็นว่ามีอาการหรือท่าทางผิดปกติ ต้องรีบนำตัวออกมาทันที กรณีที่เป็นประชาชน ไม่มีเครื่องมือตรวจวัดปริมาณก๊าซ ให้ใช้วิธีการสังเกต หากเป็นบ่อน้ำให้ดูสีและกลิ่น หากมีสีดำเข้ม และให้ใช้ไม้กวนน้ำเพื่อให้ก๊าซไข่เน่าฟุ้งกระจายออกมา หากมีกลิ่นเหม็นรุนแรงเหมือนไข่เน่า ให้สันนิษฐานว่ามีก๊าซไข่เน่าอยู่ ห้ามลงไปเด็ดขาด หากเป็นบ่อน้ำร้างมีเศษขยะ และซากพืช ซากสัตว์จนน้ำมีสีดำเข้มก็ไม่ควรลงไป ประการสำคัญห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่อับอากาศ โดยเฉพาะบริเวณบ่อน้ำ ท่อน้ำที่เน่าเสียมาก เนื่องจากอาจมีก๊าซมีเทน หรือก๊าซไวไฟอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการระเบิดได้

ในการช่วยเหลือผู้ได้รับอันตรายจากการทำงานในที่อับอากาศ ให้ใช้การดึงเชือกขึ้นมาแทนการลงไป หากลงไปช่วยจะต้องมีอุปกรณ์ป้องกันตัวเองอย่างดี เช่น สวมอุปกรณ์ป้องกันก๊าซพิษ หลังจากนั้นให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยให้นอนราบในที่อากาศถ่ายเทดี หากพบว่าไม่หายใจและหัวใจหยุดเต้น ให้ผายปอดและนวดหัวใจ และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด หรือโทรแจ้ง 1669


คนงานหมดสติหลังลงไปล้างห้องเครื่องใต้ท้องเรือตาย 2 สาหัส 3

ข่าวการเสียชีวิตในที่อับอากาศ คนงานเรือสำราญลงไปทำความสะอาดห้องเครื่องใต้ท้องเรือ ขาดอากาศหายใจหมดสติตาย 2 ศพ เจ็บ 3 คน คาดไม่ได้เปิดเครื่องดูดระบายอากาศ

เจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือคนงานที่นอนหมดสติภายในเรือสำราญลำหนึ่ง ขณะจอดทอด สมอ อยู่ในทะเลบริเวณอ่าวพัทยา โดยที่เกิดเหตุเป็นห้องเครื่องยนต์เรือลำดังกล่าว พบชายนอนหมดสติ 5 คน เจ้าหน้าที่ช่วยกันปฐมพยาบาลก่อนจะพบว่า 1 ใน 5 คน เสียชีวิตแล้ว ส่วนอีก 1 คน เสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล (รวมตาย 2 ศพ)

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าคนงานทั้ง 5 คน ลงไปในห้องเครื่องใต้ท้องเรือ เพื่อทำความสะอาดท่อทิ้งอาหารซึ่งเกิดอุดตัน แต่เมื่อเปิดท่อออกมาขณะที่กำลังทำความสะอาดเพื่อล้างท่ออาหาร ซึ่งคาดว่าเป็นที่อับอากาศ แต่ไม่ได้เปิดเครื่องดูดอากาศ หรือเครื่องระบายอากาศได้ จึงไม่มีอากาศหายใจ ประกอบกับได้สูดดมก๊าซเสีย ที่เกิดจากการหมักหมมของเศษอาหารใต้ท้องเรือ ทำให้หมดสติและเสียชีวิต

เรือสำราญ

ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุที่แน่ชัดอีกครั้ง

เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีก 3 คน

สำหรับผู้เสียชีวิต ประกอบด้วย นายสุวิรัส พิมพาชัย อายุ 38 ปี เสียชีวิตที่ รพ.บางละมุง และ นายศิริชัย ธรรมเจริญ อายุ 36 ปี

ส่วนคนเจ็บประกอบด้วย นายนิวัฒน์ บุญหล้า อายุ 38 ปี, นายเจษฎา ดีสืบชา อายุ 28 ปี, และ นายเทิดศักดิ์ จิตต์สม อายุ 35 ปี ซึ่งยังคงอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *