โรคทางเดินหายใจ

โรคทางเดินหายใจ

โรคทางเดินหายใจ

โรคทางเดินหายใจ เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะในระบบทางเดินหายใจ ประกอบด้วยส่วน รูจมูก (Nostrill), โพรงจมูก (Nasal cavity), คอหอย (Pharynx), หลอดลม (trachea), ขั้วปอด (Bronchus) และปอด (alveolu)  อวัยวะต่างๆเหล่านี้ทำหน้าที่หลักสำหรับช่วยในการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนให้กับเลือดผ่านการหายใจเข้า และขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายผ่านการหายใจออก โดยกระบวนการแลกเปลี่ยนก๊าซจะเกิดขึ้นที่ถุงลมปอด

โรคทางเดินหายใจ ส่วนมากจะพบมาจากสาเหตุการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา โปรตัวซัว รวมถึงสารพิษ สารเคมี และการเกิดเนื้องอกมะเร็ง ซึ่งได้แก่โรคต่างๆเหล่านี้

  • โรคหลอดลมอักเสบ
  • โรคไอกรน
  • โรคนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับ
  • โรคคอตีบ
  • โรคปอดบวม
  • โรคปอดอักเสบ
  • โรคเชื้อราในปอด
  • โรควัณโรค
  • โรคหอบหืด
  • โรคหวัด
  • โรคไข้หวัดนก (Avian Influenza)
  • โรคมะเร็งหลังโพรงจมูก
  • โรคมะเร็งกล่องเสียง
  • โรคมะเร็งปอด
  • โรคถุงลมปอดโปร่งพอง
  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
  • โรคลิ่มเลือดอุดตันในปอด
  • โรคปอดจากโลหะหนัก
  • โรคพยาธิใบไม้ปอด

การเกิดโรคทางเดินหายใจ ทำให้อวัยวะบางส่วนทำงานผิดปกติ และส่งผลต่อกระบวนการแลกเปลี่ยนก๊าซ เช่น โรคปอดอักเสบ เป็นต้น แต่โรคบางชนิดที่เกิดขึ้นในระบบนี้อาจไม่กระทบต่อกระบวนการแลกเปลี่ยนก๊าซ เช่น โรคหลอดลมอักเสบ เป็นต้น

โรคระบบทางเดินหายใจ

สาเหตุการก่อโรค

  • การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา โปรตัวซัว และสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่ทำให้เกิดภูมิแพ้
  • การหายใจเอาสารพิษหรือสารเคมี เช่น ไอระเหยของกรด ไอระเหยของโลหะหนัก เป็นต้น
  • การสูบบุหรี่หรือสารเสพติดผ่านทางระบบหายใจ
  • การเกิดอุบัติเหตุที่เกิดการกระแทกอย่างแรงบริเวณอวัยวะในระบบทางเดินหายใจ เช่น ปอดทะลุจากอุบัติเหตุ

อาการเบื้องต้นของโรค

  • เป็นหวัด ไอ จาม มีเสมหะ
  • หายใจลำบาก ติดขัด แน่นหน้าอก
  • หายใจตื้น หายใจสั้น
  • หายใจมีเสียงดัง
  • มีการอักเสบของอวัยวะส่วนต้น จมูก โพรงจมูก หลอดลม
  • กลืนอาหารลำบาก
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

การตรวจวินิจฉัย

  • การตรวจด้วยการเอกซเรย์ปอด (x-ray)
  • การตรวจเอกซเรย์ด้วยคอมพิวเตอร์ (CT scan)
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์โดยใช้ปริมาณรังสีต่ำ (low-dose computed tomography)เพื่อให้เห็นภาพแบบ 3 มิติ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
  • การตรวจโดยใช้สารกัมมันตรังสีดูความสัมพันธ์ระหว่างการหายใจกับเลือดที่ไปเลี้ยงที่ปอด (ventilation-perfusion scan)
  • การตัดชิ้นเนื้อวิเคราะห์ (biopsy)
  • การส่องกล้อง
  • การตรวจสมรรถภาพปอด (pulmonary function testing)
  • การทดสอบความไวของหลอดลมโดยใช้สารกระตุ้น methacholine
  • การตรวจการนอนหลับ (sleep test) สำหรับประเมิน และวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องกับนอนหลับ เช่น โรคนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับ

การรักษา

การรักษาโรคที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจขึ้นอยู่กับชนิด และสาเหตุของโรค เช่น

  • โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น โรคปอดบวม โรคหวัด โรควัณโรค จะใช้วิธีการให้ยาปฏิชีวนะเป็นหลัก
  • โรคที่เกิดจากภาวะเนื้อเยื่อผิดปกติ เช่น โรคมะเร็งปอด อาจใช้วิธีการผ่าตัด เคมีบำบัดหรือการฉายรังสี
  • โรคที่เกิดภาวะการอุดกั้นในระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) อาจใช้วิธีการให้ยากระตุ้นการขยายตัวของหลอดลม รวมไปถึงยาสเตียรอยด์ชนิดต่างๆ

ยาที่ใช้ในระบบทางเดินหายใจ

ยาที่ใช้รักษาส่วนใหญ่เป็นยารักษาตามอาการ ซึ่งผู้ป่วยสามารถหาซื้อหรือเลือกใช้ได้เองตามความเหมาะสมกับอาการและ ระยะเวลาที่เป็น เมื่อไม่มีอาการใดอาการหนึ่ง ควรหยุดรับประทานยาชนิดนั้น ท้ังนี้เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถบริหารการรับประทานยา ได้เอง (เช่น หยุดยาลดน้ำมูกเมื่อนํ้ามูกแห้งแล้ว) ผู้ป่วยควรสอบถามและทําให้มั่นใจว่าแพทย์หรือเภสัชกรได้เขียนและอธิบายถึงชื่อ สามัญทางยา ข้อบ่งใช้ วิธีรับประทานยา และข้อควรระวังของยา ให้แก่ตน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการรักษา ป้องกันการรับประทานยา ซํ้าซ้อน

และเพื่อรักษาสิทธิของผู้ป่วยที่พึงได้รับข่าวสารข้อมูลด้านยา เพราะยาแต่ละชื่อสามัญทางยา มีได้หลากหลายรูปแบบและต่าง สีสัน ยาหลายประเภทมีรูปร่างและสีใกล้เคียงกันมากแต่ฤทธิ์ต่างกัน การจดจําเพียงรูปร่างและสีของเม็ดยา จึงไม่อาจรับประกันว่า ผู้ป่วยได้รับยาที่ถูกต้อง

ส่วนยาปฏิชีวนะนั้น ควรให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกใช้ เนื่องจากมีความซับซ้อนของการ วินิจฉัยโรคและการเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับเชื้อโรค ไม่ควรเรียกร้องให้แพทย์หรือเภสัชกรจ่ายยาปฏิชีวนะให้และไม่ซื้อยาปฏิชีวนะ กินเอง เพราะนอกจากจะได้รับยาที่อาจไม่ตรงกับเชื้อแล้ว ยังอันตรายอีกด้วย

การป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ

ใส่หน้ากากอนามัย

การแพร่ระบาดของโรคในระบบทางเดินหายใจ มักพบมีการแพร่ผ่านการสูดหายใจเอาอากาศที่มีเชื้อโรคปะปนเข้าใป ดังนั้น การป้องกันที่ดีจึงต้องป้องกันที่ทางผ่านของเชื้อที่แพร่กระจายทางอากาศเป็นสำคัญ ซึ่งมีแนวทางในการป้องกัน ดังนี้

  • การสวมหน้ากากอนามัย โดยเฉพาะในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ง่าย เช่น โรงพยาบาลหรือสถานที่ที่มีผู้คนแออัด
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่ที่มีผู้คนแออัดหรือสถานที่ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโรค
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย หากจำเป็นควรสวมผ้าปิดจมูกทุกครั้ง
  • หมั่นทำความสะอาดร่างกาย เสื้อผ้า และสถานที่อยู่อาศัยให้สะอาดอยู่เสมอ

โรคทางเดินหายใจในเด็ก

โรคทางเดินหายใจ เป็นโรคที่มีผลต่อระบบทงเดินหายใจ พบได้บ่อยที่สุดคงหนีไม่พ้นโรคหวัดซึ่งพบได้ราว 60-70% ของโรคระบบทางเดินหายใจส่วนบน เกิดจากเชื้อไวรัส โดยเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคทางระบบหายใจมีมากกว่า 200 ชนิดขึ้นไป และนอกจากนี้ยังอาจจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียได้ด้วย

ผู้ที่ป่วยเป็นหวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสจะทำให้มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เจ็บคอ ไอจาม คัดจมูก แสบตา น้ำตาไหล ตาแดง ถ้าเป็นหวัดที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยมักจะมีอาการไข้สูง บางรายอาจหนาวสั่น ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ซึ่งลักษณะของน้ำมูกมักจะมีสีเขียวปนเหลืองให้เห็นตั้งแต่วันแรกๆ ของการเป็นโรค อาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ และกดเจ็บร่วมด้วย

นอกจากนี้ยังมีโรคที่เกิดจากรับบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น โรคหลอดลมอักเสบ และปอดอักเสบ ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อย และมีอาการตั้งแต่รุนแรงน้อยจนถึงมาก เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ การแพ้ และการระคายเคืองจากสารเคมี ในที่นี้จะขอกล่าวถึงโรคหลอดลมอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ

โดยทั่วไป จะเริ่มจากอาการของโรคหวัดก่อน เช่น มีไข้ น้ำมูกใส ต่อมามีอาการไอ เริ่มต้นมักจะไอแห้งๆ แล้วตามมาด้วยไอมีเสมหะขาวใสหรือเหลือง ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดอาการ เป็นได้ทั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย อาการไอเป็นอาการเด่นที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ บางคนจะไอมากจนอาเจียน หรือไอจนนอนไม่ได้ บางครั้งจะมีลักษณะของอาการหอบร่วมด้วย

โรคปอดอักเสบ ส่วนใหญ่ในเด็ก และมักจะรุนแรงมาก เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จะมีอาการ เช่น  มีไข้ ไอ หายใจหอบ หรือมีลักษณะหายใจลำบาก ในเด็กเล็กมักจะมีอาการงอแงมากกว่าปกติ ไม่ยอมกินอาหารและน้ำ สาเหตุมักเกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งพบได้ทั้งจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย นอกจากนั้น อาจเกิดจากการสูดสำลักอาหารและน้ำ รวมทั้งสารเคมีต่างๆ

ซึ่งจะทำให้เกิดการติดเชื้อตามมา ในเด็กที่เป็นปอดอักเสบหลายๆ ครั้ง อาจจะทำให้เกิดความผิดปกติของทางเดินหายใจอย่างถาวรได้ เช่น อาจจะทำให้เกิดเป็นโรคหลอดลมโป่งพอง ส่งผลทำให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ถดถอย และจำเป็นต้องให้การรักษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

โรคทางเดินหายใจในเด็ก

โรคทางเดินหายใจ เมื่อเป็นแล้วควรรีบรักษา

สำหรับเด็กป่วยที่มีอาการ ดังต่อไปนี้ ให้รีบนำไปพบแพทย์

  • ผู้ป่วยเป็นเด็กอายุน้อย โดยเฉพาะถ้าน้อยกว่า 3 เดือน ต้องรีบพาไปพบแพทย์ด่วน
  • ผู้ป่วยที่มีอาการไข้สูง หายใจหอบ เหนื่อย
  • ผู้ป่วยมีอาการ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูกเขียวเหลืองร่วมกับมีไข้สูงตั้งแต่ 38.5 องศา ขึ้นไป
  • ผู้ป่วย มีอาการปวดบริเวณโพรงจมูก
  • ผู้ป่วย ปฏิเสธไม่ยอมกินอาหารและน้ำ
  • หลังจากที่อาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์

การป้องกันโรคทางเดินหายใจ

ในช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว เด็กส่วนใหญ่ จะป่วยด้วยปัญหาเกี่ยวกับ ทางเดินหายใจจำนวนมาก และบ่อยกว่าปกติ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เกิดจากสภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต และการแพร่ระบาดของเชื้อโรค หากคุณพ่อคุณแม่ไม่อยากจะให้ลูกหลานต้องป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ ก็ควรให้การดูแลที่เหมาะสมเพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อ เช่น การจัดสิ่งแวดล้อมในบ้านที่อยู่อาศัยให้สะอาดอยู่เสมอ  ไม่เข้าไปบริเวณที่มีคนแออัด หรือบริเวณที่คนพลุกพล่าน  ล้างมือก่อนรับประทานขนมหรืออาหาร ออกกำลังกายและรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ก็จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีวัคซีนมากมายที่สามารถป้องกันโรคติดเชื้อทางระบบหายใจอย่างมีประสิทธิภาพ และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ หากมีโอกาสควรปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันไว้

โรคปอดอักเสบ

โรคปอดอักเสบ เป็นโรคที่พบได้ประมาณร้อยละ 8-10 ของผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเฉียบพลันในระบบทางเดินหายใจ นับเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เกิดจากสาเหตุหลัก 2 กลุ่ม คือ ปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อและปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ โดยทั่วไปพบปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมากกว่า โรคปอดอักเสบอาจเกิดได้ทั้งจากการติดเชื่อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา

วิธีการติดต่อมีหลายวิธีดังนี้

การสำลักเชื้อที่สะสมรวมกลุ่มอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบน (upper airway colonization) เชื้อแบคทีเรียส่วนใหญ่ทำให้เกิดปอดอักเสบ จากการสำลักเชื้อที่สะสมรวมกันอยู่บริเวณหลอดคอ ลงไปสู่เนื้อปอด เช่นสำลักน้ำลาย อาหาร หรือสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร หากในระยะนั้นผู้ป่วยมีร่างกายอ่อนแอ มีการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน เป็นผู้สูงอายุ หรือมีโรคเรื้อรังทางอายุรกรรมร่วมด้วยก็จะทำให้เกิดปอดอักเสบได้

การหายใจนำเชื้อเข้าสู่ปอดโดยตรง การสูดหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศในรูปละอองฝอยขนาดเล็ก  เป็นวิธีสำคัญที่ทำให้เกิดปอดอักเสบ เชื้อไวรัส เชื้อวัณโรค และเชื้อรา จึงทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อเหล่านี้ได้ง่ายในกลุ่มคนที่อยู่รวมกัน โดยเฉพาะครอบครัว ชั้นเรียน ห้องทำงาน สถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน โรงแรม หอพัก กองทหาร ค่ายผู้อพยพ คุก หรือในบริเวณที่มีคนอยู่แออัด

การแพร่กระจายของเชื้อตามกระแสโลหิต เป็นทางสำคัญที่ทำให้เกิดปอดอักเสบจากเชื้อที่ก่อโรคในอวัยวะอื่น โดยอาจมีลักษณะทางคลินิกของการติดเชื้อที่อวัยวะอื่นนำมาก่อนและ/หรือควบคู่กันไปกับปอดอักเสบ เช่นผู้ป่วยที่ใส่สายสวนปัสสาวะหรือใส่สายเข้าหลอดเลือดดำใหญ่เป็นเวลานานๆ
การลุกลามโดยตรงจากการติดเชื้อที่อวัยวะข้างเคียงปอดเช่น เป็นฝีในตับแตกเข้าสู่เนื้อปอด

การแพร่เชื้อจากมือของบุคลากรทางการแพทย์ เชื้อจากผู้ป่วยคนหนึ่งสามารถแพร่ไปยังผู้ป่วยอื่นได้ทางมือของบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้ล้างให้สะอาด ทำให้เกิดปอดอักเสบได้เช่นกัน
การทำหัตถการบางอย่าง เช่น การดูดเสมหะที่ไม่ระวังการปนเปื้อน การใช้เครื่องมือช่วยหายใจหรือเครื่องมือทดสอบสมรรถภาพปอดที่มีเชื้อปนเปื้อน

การได้รับเชื้อผ่านทางละอองฝอยของ nebulizer ที่ไม่สะอาด หรือมีน้ำขังอยู่ในท่อของเครื่องช่วยหายใจ เชื้อที่สะสมอยู่จะเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น เมื่อเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างก็สามารถทำให้เกิดปอดอักเสบในโรงพยาบาลได้

ระยะฟักตัว

ไม่แน่ชัดขึ้นกับชนิดของเชื้อ อาจสั้นเพียง 1 – 3 วัน หรือนาน 1 – 4 สัปดาห์

ระยะติดต่อ

สามารถแพร่เชื้อได้จนกว่าเสมหะจากปากและจมูกจะมีเชื้อไม่รุนแรงและปริมาณไม่มากพอ เด็กที่เป็นพาหะของเชื้อโดยไม่มีอาการซึ่งพบได้ในสถานเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนก็สามารถแพร่เชื้อได้

ลักษณะอาการ

  • เป็นไข้  มีอาการไอ หายใจเร็ว อาจมีอาการหอบ หายใจลำบาก อาการอื่นๆของภาวะหัวใจล้มเหลว
  • ฟังเสียงปอดอาจได้ยินเสียงกรอบแกรบ
  • มีอาการแสดงอื่นๆที่ไม่จำเพาะ เช่น ท้องอืด อาเจียน ซึมโดยเฉพาะเด็กเล็ก

การรักษา

การรักษาจำเพาะ

  • ในรายที่เป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส ไม่มียารักษาที่จำเพาะควรให้การรักษาแบบประคับประคอง และบำบัดรักษาทางระบบหายใจที่เหมาะสม
  • ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเร็วที่สุดทันทีที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย การพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะควรเลือกใช้ตามเชื้อที่คิดว่าเป็นสาเหตุ และมีข้อมูลทางคลินิคและทางระบาดวิทยาของท้องถิ่นนั้นๆ

การรักษาทั่วไป

  • แนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ ในรายที่หอบมาก ท้องอืด รับประทานอาหารไม่ได้ พิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและงดอาหารทางปาก
  • ให้ออกซิเจนในรายที่มีอาการเขียวหายใจเร็ว หอบชายโครงบุ๋ม กระวนกระวาย หรือซึม
  • ใช้ยาขยายหลอดลมในรายที่ได้ยินเสียง wheeze หรือ rhonchi และมีการตอบสนองต่อยาขยายหลอดลม
  • พิจารณาให้ยาขับเสมหะ หรือยาละลายเสมหะในกรณีที่ให้สารน้ำเต็มที่แต่เสมหะยังเหนียวอยู่ ไม่ควรให้ยากดอาการไอโดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
  • ทำกายภาพบำบัดทรวงอก (chest physical therapy) เพื่อช่วยให้เสมหะถูกขับออกจากปอดและหลอดลมได้ดีขึ้น
  • การรักษาอื่นๆ ตามอาการ ได้แก่ ให้ยาลดไข้
  • ผู้มีภาวะหายใจล้มเหลวหรือหยุดหายใจพิจารณาใส่ท่อหลอดลมและเครื่องช่วยหายใจ

ขอขอบคุณ

โรคระบบทางเดินหายใจ

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *