วิธีตรวจวัดสภาพอากาศในพื้นที่อับอากาศ อย่างมืออาชีพ

by prawit
278 views

การทำงานในที่อับอากาศ (Confined Spaces) เช่น ถังน้ำ ถังเก็บสารเคมี ท่อ หรือบ่อน้ำเสีย เป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจและมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด เนื่องจากลักษณะพื้นที่ที่จำกัดและมักขาดการระบายอากาศ ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อการสูดดมสารพิษ การขาดอากาศหายใจ หรือการสัมผัสกับสารเคมีอันตราย ดังนั้น การตรวจวัดคุณภาพอากาศและการควบคุมสารพิษจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการป้องกันอันตรายจากการทำงานในที่อับอากาศ

ความสำคัญของการตรวจวัดคุณภาพอากาศในที่อับอากาศ

การตรวจวัดคุณภาพอากาศในที่อับอากาศเป็นกระบวนการที่ช่วยตรวจสอบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณออกซิเจนที่เพียงพอหรือไม่ รวมถึงมีการสะสมของแก๊สพิษหรือไม่ ความสำคัญของการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ได้แก่:

  1. ป้องกันการขาดออกซิเจน: ที่อับอากาศมักมีการสะสมของแก๊สที่อาจไปแทนที่ออกซิเจน ส่งผลให้ระดับออกซิเจนลดลง หากต่ำกว่า 19.5% จะถือว่าเป็นภาวะอันตราย
  2. ตรวจหาสารพิษและแก๊สอันตราย: บางพื้นที่มีความเสี่ยงในการสะสมแก๊สอันตราย เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂), ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) และคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ซึ่งหากมีปริมาณสูงเกินไปจะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ
  3. ประเมินสภาวะแวดล้อมในการทำงาน: การตรวจวัดคุณภาพอากาศช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถตัดสินใจได้ว่าจะต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอะไรบ้าง หรือมีมาตรการพิเศษเพิ่มเติมเพื่อให้ทำงานได้อย่างปลอดภัย

ก่อนผู้ปฏิบัติงานที่อับอากาศ จะเข้าทำงานได้ต้องผ่านการอบรมที่อับอากาศ ตามกฎหมาย เพื่อให้ได้ใบเซอร์ที่จะใช้ในการยืนยันผ่านการอบรมก่อนปฏิบัติงานจริง ซึ่งใบเซอร์นี้ไม่มีวันหมดอายุ แต่ต้องมีการทบทวนการทำงานในที่อับอากาศ ทุก 5 ปี / ครั้ง

2.เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดคุณภาพอากาศในที่อับอากาศ

เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดคุณภาพอากาศในที่อับอากาศ

มีเครื่องมือหลายชนิดที่ใช้สำหรับการตรวจวัดคุณภาพอากาศและสารพิษในที่อับอากาศ เครื่องมือเหล่านี้จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบและปรับเทียบให้แม่นยำก่อนใช้งานเสมอ ซึ่งเครื่องมือสำคัญที่ใช้ได้แก่:

  1. เครื่องวัดออกซิเจน (Oxygen Meter): ใช้ตรวจวัดระดับออกซิเจนในอากาศ ซึ่งค่ามาตรฐานควรอยู่ระหว่าง 19.5% – 23.5% หากต่ำกว่าหรือสูงกว่าค่านี้ จะถือว่าไม่ปลอดภัย
  2. เครื่องตรวจวัดแก๊สหลายชนิด (Multi-Gas Detector): เป็นเครื่องมือที่สามารถตรวจวัดแก๊สได้หลายชนิดพร้อมกัน เช่น H2S, CO, CO₂ และ LEL (Lower Explosive Limit) ซึ่งใช้ประเมินความเสี่ยงในการเกิดการระเบิดหรือการติดไฟ
  3. เครื่องตรวจวัดแก๊สส่วนบุคคล (Personal Gas Detector): เครื่องมือแบบพกพาที่มีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับให้ผู้ปฏิบัติงานพกพาขณะปฏิบัติงานเพื่อแจ้งเตือนหากพบว่าค่าของแก๊สเกินระดับปลอดภัย

กระบวนการตรวจวัดคุณภาพอากาศในที่อับอากาศ

การตรวจวัดคุณภาพอากาศในที่อับอากาศเป็นกระบวนการที่ควรดำเนินการก่อนและระหว่างการปฏิบัติงาน โดยสามารถแบ่งกระบวนการตรวจวัดออกเป็นขั้นตอนต่างๆ ดังนี้:

1. ตรวจวัดก่อนเข้าปฏิบัติงาน

ก่อนเริ่มต้นการทำงาน ผู้ปฏิบัติงานควรใช้เครื่องตรวจวัดแก๊สเพื่อตรวจสอบระดับออกซิเจนและแก๊สอันตรายอื่นๆ ในพื้นที่ที่อับอากาศ หากผลการตรวจวัดบ่งชี้ว่าคุณภาพอากาศไม่ปลอดภัย ควรปรับปรุงสภาพอากาศก่อนเริ่มงาน

2. ตรวจวัดระหว่างการทำงาน

ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ที่อับอากาศ การตรวจวัดควรทำเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพอากาศยังคงอยู่ในระดับปลอดภัย เครื่องตรวจวัดแบบพกพาส่วนบุคคลสามารถใช้ตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง

3. ตรวจวัดหลังการทำงาน

หลังเสร็จสิ้นการทำงาน ควรตรวจสอบคุณภาพอากาศในที่อับอากาศอีกครั้งก่อนที่จะปิดพื้นที่ เพื่อป้องกันการสะสมของแก๊สอันตรายและให้แน่ใจว่าพื้นที่พร้อมสำหรับการใช้งานในครั้งถัดไป

3.มาตรฐานคุณภาพอากาศ และสารพิษในที่อับอากาศ

มาตรฐานคุณภาพอากาศ และสารพิษในที่อับอากาศ

ในการทำงานในที่อับอากาศ มีมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติตามข้อกำหนดขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งมีข้อกำหนดที่ควรปฏิบัติดังนี้:

  1. มาตรฐานระดับออกซิเจน: ค่าระดับออกซิเจนควรอยู่ที่ 19.5% – 23.5% หากต่ำกว่านี้จะถือว่าขาดออกซิเจน และหากสูงเกินไปอาจก่อให้เกิดภาวะออกซิเจนเกิน (Oxygen Enrichment) ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้
  2. มาตรฐานสารพิษในอากาศ: ค่าของสารพิษที่สะสมในที่อับอากาศไม่ควรเกินค่าที่กฎหมายกำหนด เช่น H2S  ไม่ควรเกิน 10 ppm, CO ไม่ควรเกิน 50 ppm และ CO₂ ไม่ควรเกิน 5000 ppm
  3. การควบคุมระดับ LEL (Lower Explosive Limit): เพื่อป้องกันการระเบิด ค่าระดับ LEL ในที่อับอากาศควรต่ำกว่า 10% ของค่าความเข้มข้นที่ทำให้เกิดการติดไฟ

แนวทางปฏิบัติในการตรวจวัดคุณภาพอากาศในที่อับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

การปฏิบัติที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการตรวจวัดคุณภาพอากาศในที่อับอากาศ สามารถเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการทำงานได้ ดังนี้:

1. ใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและการสอบเทียบ

ควรเลือกใช้เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศที่มีมาตรฐานและได้รับการสอบเทียบ มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในการสอบเทียบคือ ISO/IEC 17025 เพื่อความแม่นยำในระดับสากล นอกจากนี้  ผู้ปฏิบัติงานควรผ่านการฝึกอบรมการใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างถูกต้อง (โดยทั่วไปเนื้อหาการใช้งาน Gas Detector จะจัดอยู่ในหลักสูตรที่อับอากาศ)

2. ตรวจวัดในตำแหน่งต่างๆ ของพื้นที่

ควรตรวจวัดคุณภาพอากาศในหลายตำแหน่งภายในที่อับอากาศ เนื่องจากระดับแก๊สและสารพิษอาจแตกต่างกันไปในแต่ละจุด เช่น บริเวณพื้นและบริเวณเพดาน

3. ตรวจสอบบ่อยครั้งและใช้เครื่องตรวจวัดส่วนบุคคล

ควรตรวจวัดอย่างสม่ำเสมอ หรือใช้เครื่องตรวจวัดส่วนบุคคลที่สามารถแจ้งเตือนผู้ปฏิบัติงานได้ทันที หากพบความเสี่ยงจากแก๊สอันตราย

4.การจัดการความเสี่ยงเมื่อพบว่าคุณภาพอากาศไม่ปลอดภัย

การจัดการความเสี่ยงเมื่อพบว่าคุณภาพอากาศไม่ปลอดภัย

หากการตรวจวัดพบว่าคุณภาพอากาศในที่อับอากาศไม่ปลอดภัย จะต้องมีมาตรการในการจัดการความเสี่ยง เช่น:

  1. มีการระบายอากาศ: อาจใช้พัดลมที่ใช้ระบายอากาศ หรืออุปกรณ์ระบายอากาศ เพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศ และลดระดับสารพิษในพื้นที่ก่อนเริ่มงาน
  2. เตรียมอุปกรณ์ช่วยหายใจ: หากการระบายอากาศไม่เพียงพอ ผู้ปฏิบัติงานควรใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจแบบกรองอากาศ หรือเครื่องช่วยหายใจชนิดที่จ่ายอากาศให้โดยตรง
  3. ทำการขออนุญาตให้เข้าพื้นที่ (Permit System): ควรใช้ระบบการอนุญาตให้เข้าพื้นที่สำหรับการทำงานในที่อับอากาศ โดยกำหนดข้อกำหนดในการทำงาน และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อนเริ่มงาน

บทสรุป

การตรวจวัดคุณภาพอากาศและสารพิษในที่อับอากาศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน โดยควรปฏิบัติตามขั้นตอนและมาตรฐานที่กำหนด ทั้งการใช้เครื่องมือที่เหมาะสม การตรวจวัดในตำแหน่งที่หลากหลาย และการจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ หากดำเนินการตามแนวทางนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดออกซิเจนและการสะสมของสารพิษในที่อับอากาศ ซึ่งจะส่งผลให้การทำงานปลอดภัยและประสบความสำเร็จ

บทความที่น่าสนใจ

บริษัท เซฟตี้ เมมเบอร์ จํากัด

ทะเบียนนิติบุคคลเลขที่ : 0105565144344

 

เวลาทำการ : จันทร์ – เสาร์ (8.00 – 17.00 )

ติดต่อ

Copyright @2025 อบรมที่อับอากาศ Developed website and SEO by iPLANDIT